Break Up [6]
posted on 09 Nov 2008 15:38 by sarang-kyu-hae in Break-Up
Fic :: Break Up
Author :: muvarn
Paring :: KyuHae vs KiHae
Genre :: Yaoi , Drama
Part :: 6
Author's note :: ต่อจากตอนนี้แล้วคงไม่ได้ต่ออีกสักพักใหญ่ๆนะคะเพราะเปิดเทอมแล้วไม่ค่อยมีเวลาเลย ยังไงก็ฝากตอนนี้ให้เจ็บปวดไว้อีกตอนก็แล้วกันค่ะ สุดท้ายก็อยากบอกว่าตัวละครทั้งสามในเรื่องมีความเจ็บปวดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันขึ้นอยู่กับว่าจะมองในมุมไหนและยืนอยู่ฝั่งใคร บางทีอาจจะไม่เข้าใจการกระทำของตัวละครบางตัวเพราะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์นั้น ไม่ได้ถูกบีบบังคับจากความรักและความทรมานขนาดนั้น ก็ขอให้ทุกคนอ่านอย่างเปิดใจค่ะ ขอบคุณที่ตามอ่านนะคะ ^^
"ทง..ทงเฮ.."
"คิบอม...นาย..."
ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง เข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาที่แขวนติดฝาผนังนั้นหยุดชะงักไปเหมือนถ่านหมดไปเสียดื้อๆ ทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งมวลอากาศรอบกายพลันนิ่งสนิทในความรู้สึก เช่นเดียวกับสายตาที่ถูกหยุดไว้ที่ร่างตรงหน้า มือเท้าชาดิกไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ราวกับร่างทั้งร่างถูกสาป
ถูกสาปอย่างนั้นหรือ? คำสาปประเภทไหนกันที่ทำให้หัวใจอุ่นซ่านได้ถึงเพียงนี้
"เอ่อ.." เสียงทุ้มหวานทำได้เพียงอ้ำอึ้งในลำคอเท่านั้น สุ้มเสียงที่เคยกล่าวเจื้อยแจ้วถูกกลืนหายไปจนหมดสิ้นเหมือนเป็นใบ้ไปชั่วขณะ แต่เพียงเสียงแผ่วเบานั้นกลับสะกิดให้ร่างสูงอีกคนได้สติ คิบอมปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะละสายตาจากดวงตาคู่หวานพราวหยาดน้ำพาลจะร่ำไห้นั้นแล้วหันไปเก็บจานข้าวที่ตนเพิ่งทานเสร็จเมื่อครู่ไปล้าง หารู้ไม่ว่ากิริยาที่แสดงถึงความเย็นชาของตนทำให้ดวงตาคู่สวยของคนที่จ้องมองนั้นสั่นพร่าแทบแตกสลาย
ทงเฮได้แต่มองแผ่นหลังกว้างที่ง่วนอยู่หน้าอ่างล้างจานด้วยความรู้สึกมากมายที่ผสมปนเปกันในอก ผู้ชายคนนี้คือคนที่เคยรักมากกระทั่งสละได้ทุกอย่างในชีวิต และเป็นคนเดียวกับที่เกลียดมากเกินกว่าจะจินตนาการได้ว่าชีวิตนี้จะเกลียดใครได้เท่านี้อีก ท่าทีเมินเฉยของชายหนุ่มนั้นเป็นปกติที่คนเลิกรากันแล้วจะแสดงออกต่อกัน แต่ทว่าทำไมเขาจึงรู้สึกวูบโหวงในอกเหมือนกับภายในหัวใจที่เจ็บทรมานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมีความหวังจุดขึ้นมาแม้เพียงเลือนลาง แล้วก็กลับดับวูบไปเมื่อคิบอมหันหลังให้ เขาเจ็บ..เจ็บจนหายใจไม่ออก
นายกำลังหวังอะไรกันแน่? ลีทงเฮ
ทงเฮนิ่งอึ้งอยู่เช่นนั้นไม่อาจขยับเขยื้อนได้ สมองสั่งให้หันหลังกลับแล้วหนีออกไป ทว่าในหัวใจที่เต้นอย่างเจ็บปวดกลับสั่งให้ก้าวเข้าไปหา ไปสัมผัสไออุ่นที่ไม่ได้รับมาเนิ่นนาน ไปหาคนที่คิดถึงสุดหัวใจ
ที่ผ่านมานายยังเจ็บไม่พออีกหรือ? เลิกหวังลมๆแล้งๆจากผู้ชายคนนี้ได้แล้ว
ความคิดที่เป็นเหมือนตะปูตัวโตตอกย้ำเข้ามาในหัวใจให้ยิ่งเจ็บลึกดังก้องในสมอง ทงเฮตัดใจก่อนจะทำตามที่สมองสั่ง ละเลยหัวใจที่ร่ำร้องอย่างทรมาน มือเล็กทาบกุมไว้ที่หน้าอกข้างซ้าย รู้สึกถึงการเต้นกระตุกรัวเร็วปานจะแตกออกจากกัน สูดลมหายใจลึกพลางก้าวเดินออกมาให้พ้นจากห้องครัวที่ตัดสินใจพลาดเข้ามาแต่แรก
แต่ทั้งๆที่กำลังก้าวเดินไปสู่อิสระทว่าทำไมจึงรู้สึกเจ็บร้าวราวกับกำลังเดินอยู่บนลวดหนาม ดวงตาที่พร่างพราวด้วยหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวนั้นสะท้อนภาพธรณีประตู อีกก้าวเดียวเท่านั้นเขาก็จะผ่านพ้นความอึดอัดนี้ไปได้
ทว่าคนอย่างลีทงเฮเปราะบางเกินไป อ่อนแอเกินกว่าจะควบคุมสิ่งใดได้ ไม่อาจอยู่เหนือสิ่งใด..เช่นเดียวกับหัวใจดวงนี้
และคราวนี้ก็เป็นอีกครั้งเมื่อเสียงไออย่างทรมานของอีกฝ่ายนั้นดังกระทบโสตประสาท โดยไม่ทันยั้งคิดใดๆคนที่ตั้งใจว่าจะเดินหนีไปนั้นหันกลับมามองแทบจะทันที อีกคราที่เขาอ่อนแอ ไม่อาจต้านทานเสียงเรียกร้องของหัวใจตนเองได้
ชั่ววินาทีที่ทุกสิ่งรอบกายกลับกลายเป็นอากาศธาตุ ปลายเท้าที่ก้าวเดินอย่างยากลำบากก็พาร่างเล็กมาอยู่ต่อหน้าชายหนุ่มโดยไม่ทันตั้งตัว รวดเร็วในความรู้สึกราวกับติดปีกบิน เช่นเดียวกับหัวใจโบยบินออกจากร่างไปนานแล้วตั้งแต่สบตากันอีกครั้ง เพียงแค่ความเจ็บป่วยของอีกฝ่าย เพียงเสียงไออย่างทรมานของคนรักเก่าก็มีพลังมากพอจะทำให้ปราการทิฐิอันเปราะบางที่ทงเฮเพียรสร้างขึ้นมานั้นพังคลืนลงมาจนราบเป็นหน้ากลอง
"คิบอม..นาย เอ่อ..เป็นอะไรหรือเปล่า?" กล่าวทั้งในน้ำเสียงติดขัดแต่เขาอดทนต่อไปไม่ไหวแล้ว มือเล็กที่ยกขึ้นชะงักไปครู่ก่อนจะตัดสินใจทาบมันบนแผ่นหลังของคนที่ยังไม่หยุดไอ ลูบไล้แผ่วเบาหวังช่วยบรรเทาความทรมาน
หวังเพียงช่วยแบ่งเบาความทุกข์ทรมาน..แค่นั้นจริงๆ
ความอบอุ่นที่สัมผัสได้จากด้านหลังจนอวลซ่านไปทั่วร่างนั้นทำให้คิบอมนิ่งไป ดวงตาเรียวคมเหลือบมองคนตัวเล็กอย่างไม่เข้าใจ สัมผัสอุ่นที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าโหยหามาเนิ่นนาน ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้ากันศักดิ์ศรีที่อัดแน่นอยู่ภายในอกกลับมากกว่า คิมคิบอมแตกต่างจากลีทงเฮตรงที่เขาใจแข็งเกินไป สามารถซ่อนความรู้สึกแท้จริงไว้หลังกำแพงสูงใหญ่ที่แข็งแกร่งและแน่นหนาเกินกว่าจะพังทลายลงมาโดยง่าย
แน่นอนเพราะเขาคือ ‘เจ้าชายน้ำแข็ง' ที่ไร้ความรู้สึก
คิบอมหยัดตัวตรง กล้ำกลืนความเจ็บปวดทั้งมวลลงไปจนสิ้น พลันใบหน้าที่ฉายแววทรมานเมื่อครู่นั้นก็ถูกฉาบไว้ด้วยน้ำแข็งเช่นเดิม มือใหญ่ยกขึ้นปัดมือเรียวเล็กที่วางอยู่บนหลังตนให้ออกห่าง แม้จะไม่ได้ออกแรงมากนักทว่าก็รุนแรงพอจะทำให้หัวใจของทงเฮบีบรัดแน่นพลันจะตายเสียให้ได้ ยิ่งแก้วตาคมที่ตวัดมองด้วยความเย็นชานั้นทำให้ทงเฮตระหนักดีว่าชายหนุ่มไม่ต้องการให้เขามายุ่งเกี่ยว ไม่ต้องการแม้สัมผัสแตะต้องใดๆ ราวกับความห่วงใยที่ดื้อดึงพยายามฝืนดันตัวแทรกทิฐิขึ้นมาของเขานั้นไร้ค่า
อย่าลืมสิ ว่านายน่ะไร้ค่าในสายตาของเขามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
"ฉันสบายดี ไม่ได้เป็นอะไรหรอก" เสียงทุ้มกล่าวเรื่อย ไม่ได้ดุดันหรืออ่อนลงแต่อย่างใด แต่ในความรู้สึกของคนฟังกลับเย็นเยือก หนาวจนร่างกายสั่นสะท้านยิ่งกว่าอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ
ถ้าเขาเห็นค่า...เขาคงเข้าใจนายมากกว่านี้
"แต่นาย...ไอแรงมากเลยนะ" เว้นช่วงไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวให้เต็มประโยค ดวงตาคู่สวยนั้นฉายแววเป็นห่วงแต่ก็ต้องหลุบต่ำเมื่อสู้สายตาเย็นชานั้นไม่ได้
ถ้าเขาเห็นค่า...เขาคงไม่ทอดทิ้งนาย ไม่ปล่อยให้นายอ้างว้าง
"ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ แค่ปวดหัวนิดหน่อยเท่านั้น" คิบอมกล่าวปัด น้ำเสียงฉายแววรำคาญอย่างเห็นได้ชัด ทงเฮกัดริมฝีปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ หัวใจกระตุกไหวรุนแรง
ถ้าเขาเห็นค่า...เขาคงเชื่อใจ และเลือกที่จะอยู่เคียงข้างนายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
"งั้นกินยาหน่อยนะ...เดี๋ยวฉันหยิบให้" ทงเฮพูดโดยไม่ได้สบตา เขาเดินผ่านชายหนุ่มไปยังตู้ยาที่อยู่ใกล้ๆนั้นก่อนจะหยิบยาแก้ปวดออกมาโดยไม่สนใจคำปฏิเสธใดๆของคิบอม
แต่ในเมื่อเขาไม่เห็นค่าขนาดนี้ แล้วทำไมจะต้องห่วงหาให้ยิ่งดูไร้ค่าด้วยเล่า?
"เดี๋ยวหยิบเสร็จฉันก็..จะไปแล้ว..." ปากเรียวบางกระซิบแผ่วเหมือนพูดย้ำให้มีเพียงตนเองเท่านั้นที่ได้ยิน ดวงตาสวยเกร็งขึ้นกลัวว่าน้ำตาที่อดกลั้นไว้จะไหลรินออกมาเสียก่อน
บอกว่า ‘เกลียด' เขางั้นหรือ? เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าลีทงเฮ
ดวงตาคู่คมช้อนมองอีกฝ่ายอย่างงุนงงในการกระทำแต่ก็ไม่อาจฝืนใจให้ปฏิเสธได้ลงคอ ภายในแก้วตาสีดำสนิทนั้นสะท้อนภาพของคนตัวเล็กที่ง่วนอยู่กับการหายาแก้ปวดให้เขา ดวงหน้าเรียวสวยที่จ้องมองจากด้านข้างช่างงดงาม แก้วตาประกายดาวยามค่ำคืนที่เขาหลงใหลสื่อความตั้งใจเคล้าความเศร้าอยู่ลึกๆ คิ้วเรียวขมวดมุ่นน้อยๆและริมฝีปากบางที่เม้มเข้ากันอย่างกังวล ทุกองค์ประกอบแลดูเข้ากันได้ดีอย่างลงตัวที่สุด เขาเคยบอกว่าชีวิตนี้ไม่เคยเห็นพระเจ้ามาก่อน แต่แท้จริงแล้วคิมคิบอมเคยเห็นนางฟ้า
นางฟ้าแสนบริสุทธิ์ที่เคยเป็นของเขาเพียงคนเดียว
เพราะอะไรฉันถึงตัดใจจากนายไม่ได้สักทีนะ..ทงเฮ
ภาพที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าช่างคุ้นเคยเสียจนน่าใจหาย เหมือนเมื่อก่อนทุกคราที่เขาป่วยทงเฮก็จะเป็นคนหายาหาข้าวมาให้ทุกครั้ง คอยดูแลไม่ได้ห่างนั่นก็เพราะรักแต่ในเมื่อตอนนี้ไม่ได้รักเขาแล้ว ทำไมทงเฮถึงทำเหมือนเมื่อก่อนอีก กระทำราวกับว่ายังห่วงใย..ยัง ‘รัก' อยู่ เพราะอะไรกัน
ไม่อาจเข้าใจ
พลันภาพความทรงจำครั้งเก่าที่ฝังแน่นอยู่เบื้องลึกของหัวใจก็ผุดขึ้นมาในสมอง ภาพอดีตที่เก่าคร่ำคร่าซ้อนทับกับภาพปัจจุบันที่ปรากฎอยู่ในแก้วตาคมจนแนบสนิทแทบแยกกันไม่ออกว่าสิ่งไหนคืออดีต สิ่งไหนคือปัจจุบัน
ภาพไหนคืออดีตที่ยังรัก และการกระทำไหนคือปัจจุบันที่เกลียดแสนเกลียด
ไม่อาจหยั่งรู้ได้
.
.
.
.
"ยานั่นไม่ใช่ยาแก้ปวดหัวนี่?" เสียงทุ้มหวานที่ได้ยินจนคุ้นหูดังขึ้นด้านหลัง ไม่นานคิบอมก็รู้สึกถึงร่างเล็กที่เบียดตัวเข้ามาแย่งขวดยาไปจากมือของเขา
"คิบอมอา นายหยิบยาผิดอีกแล้วนะ ไม่ดูแลตัวเองเลย" ทงเฮกล่าวบ่นอย่างทุกครั้ง ดวงตาคู่งามจ้องมองฉลากยาสลับกับใบหน้าของชายหนุ่มร่างสูง คิ้วเรียวขมวดเข้ากันอย่างขัดใจ ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง ท่าทีเป็นห่วงแกมง้องอนนี้ช่างน่ารักเหลือเกินในสายตาของคิมคิบอม
"ยิ้มอะไร? นี่ฉันโกรธนายอยู่นะ" เมื่อไม่ได้ดั่งใจแก้มขาวก็พองลมเล็กน้อยตามที่ชอบทำเป็นประจำ ละสายตาจากดวงตาเรียวคมแฝงแวววิบวับนั้นแล้วหันไปสนใจกับการค้นยาในตู้แทน คิบอมมองภาพตรงหน้าด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ลีทงเฮมักทำให้คนยิ้มยากอย่างเขายิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัวเสมอ
"คิบอมออกไปน่า มาทำรุ่มร่ามตรงนี้ได้ยังไงกัน?" เสียงหวานกล่าวปรามเมื่อรู้สึกถึงร่างสูงที่ทาบทับอยู่ด้านหลัง แขนแกร่งวาดกอดเอวบางไว้อย่างรักใคร่ ใบหน้าคมวางอยู่ที่ลาดไหล่เล็ก
"ชู่ว..เงียบๆสิ ฉันปวดหัวจัง อยากนอน" เสียงทุ้มว่าพลางหลับตาลง กลิ่นกายหอมกรุ่นเหมือนเด็กนั้นเข้ากระทบฆานประสาท ความหอมหวานของร่างกายราวกับเป็นยาวิเศษช่วยบรรเทาพิษไข้ให้ทุเลาลง ซึมซับความอ่อนโยนของร่างเล็กให้อวลไปทั่วอณูของผิวสัมผัส ปล่อยใจให้เคลิบเคลิ้มไปอย่างไม่ต้องคิดอะไรให้ฟุ้งซ่าน แค่มีลีทงเฮในอ้อมกอดเขาก็รู้สึกราวกับว่าได้ครอบครองโลกทั้งใบ
ทงเฮไม่ได้กล่าวขัดแต่อย่างใด ยามเมื่อเจ็บป่วยชายหนุ่มแสนเย็นชาก็กลับกลายเป็นหนุ่มขี้อ้อนอยู่เสมอ เขาเองก็ยินดีที่จะเป็นยาวิเศษคอยแบ่งเบาความเจ็บป่วยนี้ให้ ทั้งสุขใจเมื่อได้ดูแล อุ่นใจเมื่อได้โอบกอด เพราะรักมากกว่าใคร
"ถ้าไม่มีฉันคอยดูแล เวลาป่วยนายจะทำยังไงเนี่ย?" คนตัวเล็กเปรยขึ้นมาลอยๆอย่างไม่ต้องการคำตอบ คิบอมกระชับอ้อมกอดให้แนบแน่นขึ้นเมื่อได้ฟังเสียงหวานเอื้อนเอ่ยประโยคนั้น เขาเงยหน้าขึ้นจากไหล่บางแล้วจุมพิตที่ขมับของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน
"ถ้าไม่มีนาย..ฉันก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้หรอก ทงเฮ"
.
.
.
.
"เอานี่ กินซะ หายไวๆจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง..."
เสียงเดียวกับที่ดังขึ้นในมโนภาพความคิดเมื่อครู่นั้นกระทบหูเรียกสติเหม่อลอยให้กลับคืนสู่โลกแห่งความจริง ดวงตาคมเปลี่ยนเป็นเฉยเมยทันทีเมื่อรู้ตัวว่าเผลอแสดงความอ่อนแอออกไปเมื่อครู่ โชคดีที่ทงเฮเอาแต่หลบตาจึงไม่ทันเห็นแววตาวูบไหวนั้น คิบอมยื่นมือออกไปรับยาที่ร่างบางส่งมาให้โดยที่ผิวกายไม่ได้สัมผัสกันแม้เพียงนิด เหมือนรังเกียจทั้งที่โหยหาเหลือเกิน
"เอ่อ..ฉัน หมายถึง...พวกพี่ๆน่ะ"ทงเฮเงยหน้าขึ้นลอบเห็นสีหน้าเช่นนั้นของอีกฝ่ายก็กล่าวแก้ความเข้าใจเสียใหม่ เขาพรั่งพรูลมหายใจอย่างร้าวราน รู้ดีว่าชายหนุ่มจงใจไม่ให้มือสัมผัสกัน
รู้..ว่าเกลียดกันแค่ไหน
มือเรียวที่รินน้ำอุ่นในแก้วนั้นสั่นอย่างไร้การควบคุม ก้อนสะอื้นดันตัวขึ้นมาจนอึดอัดทรมาน เขาได้แต่อดกลั้นไว้ไม่ให้มันกลั่นตัวเป็นน้ำตา ทงเฮไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าคนรักเก่า ไม่อยากแสดงความเจ็บปวดทั้งที่อีกฝ่ายทำเป็นว่าไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร โชคดีที่คิบอมเลี่ยงหันไปทางอื่นจึงไม่ได้สังเกตถึงอาการผิดปกติของร่างเล็ก เพราะไม่ใช่แต่มือเล็กเท่านั้นที่สั่น แต่ร่างกายของทงเฮพลันสะท้านไปทั้งร่างราวกับจะแตกสลายลงต่อหน้าต่อตา
"ทงเฮ..." เสียงทุ้มกระซิบเรียกแผ่วเบาราวสายลมอ่อนแรงพัดผ่าน แต่ก็ดังพอจะเรียกให้ใบหน้าสวยนั้นหันมาได้ เมื่อดวงตาสองคู่สบกันตรงๆอีกครั้งลมหายใจที่ติดขัดแต่แรกก็เหมือนจะขาดหายไป ราวถูกอีกฝ่ายดูดกลืนไปจนสิ้น คิบอมเม้มปากแน่นก่อนจะกล่าวออกมาอย่างเผลอไผล
"นาย...สบายดีหรือเปล่า?" หากทงเฮไม่ได้หูฝาดไป เขาได้ยินเสียงทุ้มแหบกล่าวประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเหมือนกำลังสะอื้นไห้ ความเจ็บปวดแผ่ซ่านอยู่ทั่วทุกอณูของเนื้อเสียงที่ทุ้มต่ำอยู่แต่เดิมรังให้ฟังดูเศร้าโศกอย่างน่าใจหาย
ผู้ชายคนนั้นดูแลนายดีไหม? ทำให้นายลำบากใจหรือเปล่า?
"ก็สบายดี..." สุ้มเสียงหวานแทบจะกลืนหายไป ความแสบร้อนแล่นพล่านจากอกขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว มือเล็กที่ถือแก้วน้ำอยู่สั่นรุนแรงอย่างไม่อาจควบคุมได้ ยิ่งเมื่อเห็นดวงตาเรียวคมของอีกฝ่ายที่รื้นน้ำขึ้นน้อยๆนั้นความอดทนของลีทงเฮก็มาถึงขีดสุด เขาทนต่อไปไม่ไหวแล้ว
ภาพตรงหน้าถูกบดบังด้วยหยาดน้ำใสจนเลือนลาง พร่ามัวราวกับอยู่ในความฝัน สมองชาวูบไม่สามารถไตร่ตรองสิ่งใดได้อีก ร่างกายเพียงรู้สึกได้ถึงหัวใจที่ยังคงเต้นรุนแรงและลมหายใจของตนเองที่ขาดห้วงเท่านั้น
ทว่าสัมผัสจากมือใหญ่ก็ดึงให้ทงเฮหลุดออกจากภวังค์ นิ้วเรียวอบอุ่นปาดเช็ดน้ำตาที่ไหลรินเปื้อนแก้มสวยให้อย่างอ่อนโยน ทงเฮเหม่อมองร่างสูงอย่างไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับคิบอมที่ไม่อาจควบคุมหัวใจของตนเองได้เหมือนกับทุกครั้งที่เห็นหยาดน้ำบริสุทธิ์รื้นจากดวงตางดงามคู่นี้
‘เพล้ง!'
แก้วน้ำลื่นหลุดจากมือเรียวกระทบพื้นกระเบื้องแตกกระจาย เหมือนกับหัวใจสองดวงที่แตกสลายไม่มีชิ้นดี
"ทงเฮ!" คิบอมร้องอย่างตกใจ ทงเฮที่เพิ่งได้สติมองเท้าของตนที่โดนเศษแก้วบาดจนเลือดไหลอาบ ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆเมื่อมันชาไปหมดทั้งร่าง
"นาย! อย่าเพิ่งขยับนะ!" ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเสียสติยิ่งกว่า เพราะความตกใจทำให้ชายหนุ่มร่างสูงไม่ทันได้ยั้งคิดใดๆ คิบอมช้อนร่างเล็กขึ้นแนบอกก่อนที่ปลายเท้าเล็กนั้นจะบาดเจ็บไปมากกว่านี้
"นาย.." ประโยคที่กำลังจะกล่าวนั้นกลืนหายไปในลำคอ ลึกลงไปในหัวใจเมื่อความรู้สึกตีบตันเข้าครอบคลุมจนอึดอัด ความอบอุ่นของกันและกันพาให้ทั้งสองนิ่งอึ้งไปอย่างทำอะไรไม่ถูก มือเล็กที่เผลอโอบรอบคอชายหนุ่มเมื่อร่างกายลอยขึ้นจากพื้นด้วยความเคยชินนั้นไม่ได้ผละออกจากกัน มือใหญ่ทั้งสองที่ช้อนอยู่ใต้ร่างบอบบางนั้นก็ไม่ได้ปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ เช่นเดียวกับสายตาที่สบซึ่งกันและกัน
ช่างอบอุ่นอ่อนโยน กระทั่งบุคคลที่สามยังรู้สึกได้
.
.
.
.
"อ้าวคยูฮยอนยังไม่นอนอีกหรือ?"
เสียงหนึ่งร้องทักขึ้นเมื่อเห็นชายหนุ่มเจ้าของชื่อนั้นเพิ่งเดินออกมาจากหน้าห้องครัว ปลายเท้าที่กำลังจ้ำอย่างเร็วเหมือนกำลังหลีกหนีบางสิ่งบางอย่างนั้นหยุดชะงักลง ดวงตาคมที่อ่อนแสงจ้องมองไปยังร่างของคนที่เรียกเขาไว้
"พอดีผมออกมาดื่มน้ำน่ะครับ นี่ก็จะไปนอนแล้ว" คยูฮยอนกล่าวตอบพี่ชายปัดๆ ใบหน้าหล่อคมที่ฉาบด้วยความปวดร้าวนั้นมองเห็นได้ชัดเจนแม้ในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงไฟจากห้องครัวส่องผ่านมารำไรให้เห็นเพียงเสี้ยวหน้า ซองมินอยากจะกล่าวถามเพราะรู้ดีว่าน้องชายคนเล็กมีเรื่องทุกข์ใจแต่ก็เลือกที่จะเงียบไว้ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดออกไปเพราะรู้ดีแก่ใจว่ามีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำให้คยูฮยอนสติแตกเพียงนี้ได้
"อืม งั้นนายไปนอนเถอะพรุ่งนี้มีงานเช้าด้วย" ซองมินกล่าวพลางยิ้มอย่างให้กำลังใจ มือเรียวตบไหล่กว้างนั้นเบาๆ คยูฮยอนยิ้มรับความหวังดีจากพี่ชายอย่างฝืนเต็มทน เขาไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะเหยียดริมฝีปากขึ้นได้ง่ายนักแต่ก็พยายามยิ้มตอบไปตามมารยาท
"ครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ" คยูฮยอนกล่าวลาก่อนจะหันหลังมุ่งหน้าเดินไปยังห้องนอนของตนที่จากมาได้สักครู่ท่ามกลางความสงสัยเคล้าอ่อนใจของซองมิน ดวงตาคู่กลมมองไปยังห้องครัวที่ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของแววตาร้าวรานเมื่อครู่แล้วพรั่งพรูลมหายใจออกมาอย่างคิดไม่ตก
.
.
.
.
‘ปึง!'
เสียงกระแทกประตูปิดลงตามพายุอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน พลันร่างสูงของชายหนุ่มที่เคยเข้มแข็งก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างอ่อนแรงเต็มทน ดวงตาที่เกร็งสั่นอย่างอดกลั้นเมื่อครู่อ่อนลงก่อนที่น้ำใสจะไหลอาบลงมาราวทำนบแหลกสลาย เสียงสะอื้นไห้ที่ไม่เคยมีใครได้ยินเล็ดรอดออกมาจากริมฝีปากหยัก ร้องไห้ให้สมกับที่อยากร้อง ร่ำไห้ให้สาสมกับความโง่งมของตนเอง
ภาพที่เห็นเมื่อครู่นั้นคืออะไร? และหมายความว่าอย่างไร?โจคยูฮยอนไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่ที่รู้คือของรักที่เขาเฝ้าทะนุถนอมด้วยหัวใจนั้นได้หลุดลอยจากมือของเขาไปเรียบร้อยแล้ว ลมแรงพัดโหมให้ล่องลอยห่างไกลออกไป สูงเกินกว่าที่จะไขว่คว้าได้ เขาสูญเสียหัวใจของลีทงเฮไปแล้ว
.
.
.
ไม่สิ หรือแท้จริงแล้วหัวใจของทงเฮไม่เคยเป็นของเขามาก่อน
.
.
.
ไม่เคย..ไม่เคยเลย
TBC